ความเป็นมา
ในช่วงต้น พ.ศ. 2523 นักวิชาการส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าแนวทางการบริหารภาครัฐที่เป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และมีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูปและปรับปรุงรูปแบบการปกครองใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ เช่น ธนาคารโลก(World Bank) และ กองทุนนานาชาติ ได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองที่ดี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “Good Governance” หรือ “ธรรมาภิบาล” (บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ 2546) ประเทศไทยมีความตื่นตัวสนใจเรื่องธรรมาภิบาลอย่างมาก โดยเฉพาะภายหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 นอกจากนี้วิกฤตเศรษฐกิจก็มีส่วนทำให้ความสนใจเกี่ยวกับธรรมาภิบาลมีมากยิ่งขึ้น เป็นที่เชื่อกันว่าหากประเทศไทยนำหลักธรรมาภิบาลไปปรับใช้กับการปฏิบัติงานภาคราชการ เอกชน และประชาชนแล้ว จะทำให้ประเทศมีพัฒนาไปในทิศทางที่ดี เกิดความเป็นธรรมในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
จากสภาพดังกล่าวทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบราชการและระบบการจัดการศึกษาที่จำเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาคือ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ทำให้เกิดการกระจายอำนาจไปยังหน่วยปฏิบัติในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา โดยประชาชนและผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2545 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกินจำเป็น ในส่วนของการบริหารจัดการศึกษาจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบราชการ โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กำหนดให้การบริหารจัดการศึกษายึดหลักการมีเอกภาพด้านนโยบายและความหลากหลายในการปฏิบัติเป็นไปตามหลักการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้
1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุมค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
4. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
6. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
7. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการประกอบด้วย
1. สร้างรากฐานของสังคมให้เข้มแข็ง จากการพัฒนาคุณภาพคน คุ้มครองทางสังคมปรับปรุงโครงสร้างการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องยั่งยืน และจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. ปฏิรูประบบบริหารจัดการสู่ธรรมาภิบาล โดยการบริหารจัดการให้เกิด
ธรรมาภิบาลทุกภาคส่วนของสังคม
3. ปรับตัวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ รู้เท่าทันโลก พึ่งตนเองได้ โดยการจัดการระบบบริหารเศรษฐกิจส่วนรวม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและพัฒนาความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จากข้างต้นสรุปได้ว่า การปฏิรูประบบราชการมีเป้าหมายคือ เพื่อบริการให้ประชาชนมีความพึงพอใจในบริการของภาครัฐมากขึ้น โดยให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมและส่วนราชการถือหลักธรรมาภิบาลหรือหลักบริหารจัดการที่ดีมาปฏิบัติ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการมีการกระจายอำนาจการบริหารไปยังหน่วยปฏิบัติในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา โดยประชาชนและผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่เยาวชนที่จะเป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป
ความหมาย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2541) ได้อธิบายว่า ธรรมาภิบาล เป็นศัพท์ที่สร้างขึ้นจากคำว่า “ธรรม” ซึ่งแปลว่า ความดี หรือ กฎเกณฑ์ ส่วนคำว่า “อภิบาล” แปลว่า บำรุงรักษา ปกครอง เมื่อรวมกันก็กลายเป็น “ธรรมาภิบาล” ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า Good Governance
ในการปฏิรูประบบราชการที่เน้นให้ทุกภาคส่วนมีการบริหารจัดการโดยใช้หลักธรรมาภิบาลนั้นทำให้ คำว่า ธรรมาภิบาล หรือ Good Governance มีผู้ใช้ที่แตกต่างกันแต่มีความหมายคล้ายคลึงกันหลายคำ เช่น ธรรมรัฐ สุประศาสนการ ธรรมราษฎร์ ประชารัฐ การกำกับดูแลที่ดี รัฐาภิบาล การปกครองที่ดี กลไกประชารัฐที่ดี การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้คือ Good Governance โดยเฉพาะวงวิชาการตะวันตกที่ใช้คำนี้กันอย่างกว้างขวาง และมีผู้ให้ความหมายของธรรมาภิบาลไว้หลากหลายความหมาย ดังต่อไปนี้
ธนาคารโลกหรือ World Bank ให้ความหมายของธรรมาภิบาลไว้ว่า เป็นลักษณะวิถีทางที่การใช้อำนาจรัฐได้ถูกใช้ในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนา (ประสิทธิ์ ดำรงชัย อ้างถึงใน สายสมร ศักดิ์คำดวง 2551: 29)
องค์การสหประชาชาติ หรือ United Nation (UN) ให้ความสำคัญกับ
ธรรมาภิบาลเพราะเป็นหลักการพื้นฐานในการสร้างความเป็นอยู่ของคนในสังคมทุกประเทศให้มีการพัฒนาที่เท่าเทียมกันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การดำเนินการนี้ต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกระจายอำนาจให้เกิดความโปร่งใส ธรรมาภิบาลคือการมีส่วนร่วมของประชาชน และสังคมอย่างเท่าเทียมกัน และมีคำตอบพร้อมเหตุผลที่สามารถชี้แจงกันได้
โคฟี่ อัลนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในบทความ Governance ; Good Governance and Global Governance : conceptual and actual challenges (Weiss, 2000) ให้ความเห็นเกี่ยวกับธรรมาภิบาลว่า เป็นแนวทางการบริหารงานภาครัฐที่เป็นการก่อให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม เสริมสร้างประชาธิปไตย มีความโปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพ
ในประเทศไทยได้มีองค์กรที่เกี่ยวข้องและบุคคลที่สนใจเกี่ยวกับธรรมภิบาลให้ความหมายของคำว่า ธรรมาภิบาล ไว้ดังนี้
ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2541: 15-16) ให้ความหมายของ Good Governance ว่า การที่กลไกของรัฐ ทั้งการเมืองและการบริหารมีความแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ สะอาด โปร่งใส รับผิดชอบ จะเป็นไปได้เมื่อชนในชาติเรียนรู้ที่จะปกครองตนเอง และปกครองกันเองได้ รัฐมีบทบาทและอำนาจบังคับน้อยที่สุด โดยสงวนอำนาจไว้ในเรื่องระดับชาติและระดับสากลเท่านั้น แต่ในระดับชุมชนท้องถิ่นมีการมอบอำนาจให้ประชาชนดำเนินการและกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง ทั้งระหว่างองค์กรของรัฐเองและระหว่างองค์กรของรัฐกับภาคเอกชนและภาคประชาชน
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542ได้นิยาม การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีว่า เป็นแนวทางสำคัญในการจัดระเบียบให้สังคมภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายราชการและฝ่ายธุรกิจสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความรู้รักสามัคคีและร่วมเป็นพลังก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนเสริมความเข้มแข็งหรือสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประเทศเพื่อบรรเทา ป้องกัน หรือเยียวยาภาวะวิกฤตภยันตรายที่หากจะมีมาในอนาคต เพราะสังคมจะรู้สึกถึงความยุติธรรม ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมอันเป็นคุณลักษณะสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สอดคล้องกับความเป็นไทย รัฐธรรมนูญและกระแสโลกยุคปัจจุบัน
วีระวัฒน์ ปันนิตามัย (2544: 228-229) ได้แสดงทัศนะว่า ธรรมาภิบาลหรือGood Governance นั้นสอดรับกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อการพัฒนาที่ดีกว่าเดิม เพื่อความผาสุกของสังคม ขอบเขตการพัฒนานั้นกินความกว้าง ทำให้สามารถนำปรัชญาและหลักการของ Good Governance เข้าไปเชื่อมโยงได้ในทุกด้าน เช่น โยงเข้ากับการปฏิรูปการเมือง การสร้างความเป็นประชาธิปไตย การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ประสิทธิผลขององค์การ การบริหารเอกชน-ภาครัฐ สิทธิมนุษยชน บทบาทชาย-หญิง เป็นต้น
บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ และคณะ(2546: 10) ให้ความหมายว่า ธรรมาภิบาลเป็นกลไก เครื่องมือ และแนวทางการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันในภาคเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเน้นความจำเป็นของการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศมีพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีความชอบธรรมของกฎหมาย มีเสถียรภาพ มีโครงสร้างและกระบวนการบริหารที่มีประสิทธิภาพมีความโปร่งใส และ สามารถตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
สนธิรัก เทพเรณู และคณะ (2548: 29) ให้ความหมายของ ธรรมาภิบาลหรือการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ว่า เป็นการบริหารราชการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น มีการปรับปรุงภารกิจส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การบริหารจัดการที่ดี หรือ ธรรมาภิบาล หรือ Good Governance หมายถึง การบริหารงานที่มุ่งเน้นหลักการระบบบริหารงานที่มีประสิทธิภาพเป็นหลัก การทำงานที่เน้นความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของบุคคลในการทำงาน ความรู้สึกสำนึกรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ซึ่งหากนำมาใช้เพื่อการบริหารงานแล้ว จะเกิดความเชื่อมั่นว่าจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น